วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

แพทเทิร์นอุตสาหกรรม หมายถึง อะไร

                                                    
แพทเทิร์นสำหรับตัดเสื้อผ้าสำเร็จรูป หรือ หลายท่านเรียกว่า
“ แพทเทิร์นอุตสาหกรรม ”
เป็นการสร้างแบบตัดเพื่อตัดเย็บเสื้อผ้าจำหน่าย ใช้ขนาดตาม Spec Size เสื้อผ้ามาตรฐานหรือตามที่ผู้ว่าจ้างกำหนดให้ผลิต วิธีการสร้างแบบตัดต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ในเชิงการค้าและการผลิต มองถึงความยุ่งยากที่อาจเกิดขึ้น และมาตรฐานของเสื้อผ้าตามหลักเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาชัดเจน
 
 
 
กรณีนี้  แพทเทิร์นอุตสาหกรรม จึงหมายถึง แม่แบบสำหรับตัดเสื้อผ้าสำเร็จรูปซึ่งมักนิยมนำไปตัดเย็บแบบละหลายตัว หรืออาจมีแบบละหลายไซส์ ( XS , S , M , L ,  XL ) หรือนำไปตัดเย็บเพียงตัวเดียวก็ได้
หลายท่านอาจเข้าใจว่าแพทเทิร์นอุตสาหกรรม ใช้ทำเสื้อผ้าแบบหยาบๆหรือเป็นงานเกรดไม่ดี “ ในความเป็นจริงด้วยวิธีการสร้างแพทเทิร์นอุตสาหกรรมที่ถูกต้อง สามารถทำได้ตั้งแต่ชุดเสื้อผ้าง่ายๆ จนถึงเสื้อผ้าชั้นสูง เพียงแต่หลักการของแพทเทิร์นอุตสาหกรรมเป็นไปในทางธุรกิจมากกว่างานฝีมือประดิษฐ์ ”
 
หากกล่าวถึงความความแตกต่างของแพทเทิร์นทั้ง 2 ประเภท  นอกเหนือจากหลักการของแพทเทิร์นอุตสาหกรรมที่เป็นไปในทางธุรกิจมากกว่างานฝีมือแล้ว  ยังพบอีกว่า  “ หลักการและวิธีการสร้างแพทเทิร์นอุตสาหกรรมที่ถูกต้อง ไม่มีการแบ่งเพศ ชาย/หญิง หรือ อายุวัย เด็ก/ผู้ใหญ่ แต่ใช้สัดส่วนสรีระมาตรฐานเป็นตัวกำหนดลักษณะของแพทเทิร์น และใช้หลักการเรขาคณิตเข้ามาควบคุมรูปทรงมาตรฐาน ”
 

 
มีการกล่าวถึงแพทเทิร์นอุตสาหกรรมและแพทเทิร์นโรงงาน ด้วยลักษณะการนำไปใช้ปะปนอย่างคลาดเคลื่อน  ทำให้หลายท่านเข้าใจไม่ตรงกับความเป็นจริง จึงขออธิบายให้ชัดเจนเพิ่มเติมไว้ดังนี้
 
การวิวัฒนาการของแพทเทิร์น เข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมเกิดขึ้นมานานแล้ว เพื่อตอบสนองการนำไปใช้ประโยชน์เฉพาะอย่างโดยพัฒนาแยกออกไปเป็น 2 คุณลักษณะ คือ
 
1. แพทเทิร์นอุตสาหกรรมที่พัฒนาเพื่อรองรับการผลิตโดยตรง หรือ แพทเทิร์นโรงงาน
เป็นแพทเทิร์นที่ปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกับปัจจัยด้านการผลิต  เพื่อลดปัญหาของโรงงานรับผลิต
กล่าวคือ แพทเทิร์นถูกปรับให้มีโครงร่างเพื่อตัดเย็บง่ายที่สุด  ลดปัญหางานตัด งานเย็บ ลดต้นทุน ลดระยะเวลา เน้นความง่ายต่อการผลิต มีการพัฒนาต่อมาเรื่อยๆจนโครงร่างของแพทเทิร์นสูญเสียข้อบังคับตามหลักสรีระบางประการไป นิยมใช้กับกลุ่มเสื้อผ้าที่สวมใส่ง่ายๆไม่แนบพอดีตัวมากนัก ซึ่งไม่ได้หมายถึงเป็นแพทเทิร์นที่ใช้กับสินค้าเกรดต่ำเพียงอย่างเดียว แต่ใช้กับเสื้อผ้าตัวหลวมทั่วไปด้วย
 
2.   แพทเทิร์นอุตสาหกรรมที่พัฒนาเพื่อทำเสื้อผ้าจำหน่าย ( ใช้ทำเสื้อผ้าได้ตั้งแต่เสื้อผ้าคุณภาพต่ำ – คุณภาพสูง )
เป็นแพทเทิร์นที่พัฒนาขึ้นในกรอบแนวคิดที่ต้องการได้สินค้าที่ดี ในราคาต้นทุนต่ำ  ยังคงโครงร่างของแพทเทิร์นตามกฎทางสรีระศาสตร์  แต่ปรับเปลี่ยนวิธีการสร้างแบบ ให้มีหลักเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อให้ใช้ร่วมกับกระบวนการผลิตได้ดี  เน้นความสวยงามใกล้เคียงเสื้อผ้าสั่งตัดมาก หากมองผิวเผินจากชิ้นงานที่เย็บเป็นตัวแล้ว ดูลักษณะทั่วไปจะเหมือนงานสั่งตัด แต่ใช้วิธีการสร้างแบบตัดที่ง่ายและมีขั้นตอนเป็นมาตรฐาน นิยมใช้ทำเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ต้องการให้ได้คุณภาพจับกลุ่มลูกค้า  ส่งเสริมโอกาสขาย แต่ช่วยลดต้นทุนการผลิต
 
ดังนั้นการเลือกใช้วิธีการสร้างแบบตัดที่แตกต่างกัน ผลงานที่ได้ก็จะต่างกันและมีต้นทุนต่างกันอีกด้วย ผู้เขียน
เน้นย้ำบ่อยๆว่า “ จะทำเสื้อผ้าขาย เราคุยกันเรื่อง ต้นทุน ,กำไร ” การเลือกวิธีการสร้างแบบตัดที่จะช่วยลด
ต้นทุนแต่ได้ผลงานที่ดี  จึงเป็นเรื่องสาระสำคัญให้หยิบยกมาเล่า แต่ผู้เขียนก็อธิบายไว้เฉพาะรายละเอียดหลักๆ 
ลงลึกมากกว่านี้เกรงท่านผู้อ่านจะตำหนิว่าดิฉันเขียนตำรา เอาแค่พอเป็นไอเดียให้เห็นภาพรวม  แต่ถ้ามีสงสัย
เพิ่มเติม  ผู้เขียนยินดีรับนัดจิบกาแฟคุยกันได้ค่ะ

การคำนวณผ้า




 
 
 
 
การคำนวณผ้า ( วิธีคำนวณเบื้องต้น )
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 
 
 
 
 
 
 
 
การคำนวณผ้าแบบตัดเพียง1 ตัว
หมายถึง  คำนวณการใช้ผ้าเพื่อตัดชิ้นงานแค่ตัวเดียว  วิธีนี้เป็นของช่างตัดเย็บเสื้อผ้าเฉพาะบุคคล  ( ร้านตัดเสื้อ)  เป็นการคำนวณแบบคล่าวๆ ใช้ความยาวของตัวชิ้นงาน บวกความยาวของอะไหล่ชิ้นใหญ่ ( ถ้าใช้ผ้าหน้าแคบ 36 นิ้ว ผลลัพธ์ที่ได้ คูณ2 ) บวกเผื่อ ประมาณ 20 เซนติเมตร   เช่น เสื้อ ( รอบอก 35 นิ้ว )ยาว 65 ซ.ม.+ แขนยาว 54 ซ.ม.
= 119 ซ.ม. +เผื่อ 20 ซ.ม. ผลลัพธ์ คือ 139 ซ.ม. หรือ ประมาณ 55นิ้ว ถ้านำไปตัดเสื้อ
1 ตัวใช้ผ้าหน้ากว้าง 45 นิ้ว จะเหลือเศษผ้าเล็กน้อย  แต่ถ้าหลายตัว ( อันนี้ลองคูณดูเอง )
จะเหลือค่อนข้างมาก  ดังนั้น วิธีนี้เรานำไปใช้ไม่ได้ เพราะมักเกินจำนวนที่ต้องใช้ไปมาก
และใช้กับผ้ายืดไม่ได้อีกด้วย
 
การคำนวณแบบอุตสาหกรรม
การคำนวณแบบอุตสาหกรรม ( หาพื้นที่ของแพทเทิร์น ) หมายถึง การคำนวณขนาดพื้นที่ของผืนผ้าที่ใช้จริงเป็นตารางนิ้ว วิธีนี้เป็นการคำนวณที่ได้ผลค่อนข้างแม่นยำและนิยมใช้ที่สุดสำหรับการทำเสื้อผ้าหลายตัวเพราะสามารถควบคุมการสูญเสียและการโกงผ้าได้ 


 
 
 
 
 
 
 
คำนวณผ้าเพื่อตัดงานจำนวนมากหรือค่อนข้างมาก
อาจมีจำนวนหลัก 100 ตัว ถึง หลายพันตัว
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
วิธีการ คำนวณแบบอุตสาหกรรม
นำ PATTERN ที่จะใช้ตัดจริงมาทดลองวางบนผืนผ้าหรือกระดาษที่กำหนดหน้ากว้างเท่ากับผ้าจริง
โดยมีหลักการเบื้องต้นว่า
1. ต้องวาง PATTERN ให้เกรนผ้าถูกต้อง
2. ต้องวาง PATTERN ให้ชิดกันพอดี
แล้ววัดความยาวต่อ1ผืนนำไปคูณตามสัดส่วนให้ครบ
จำนวนงาน เช่น  ตัวอย่างการวางมาร์คได้จำนวนเสื้อ
6 ตัวต่อ 1 ผืน  ใช้ความยาว 104 นิ้ว ถ้าต้องการ
120 ตัว ต้องปูผ้าทั้งหมด 20 ชั้น แสดงว่า ใช้ผ้าทั้งหมด 2080 นิ้ว หรือประมาณ 52 เมตร เป็นต้น
สูตรสำหรับผ้าธรรมดา
( จำนวนงานทั้งหมด หาร จำนวนการวางต่อผืน )
คูณความยาวต่อผืน =  ผ้าที่ต้องใช้ทั้งหมด
สูตรสำหรับผ้ายืด
ชั่งน้ำหนักผ้าที่วางมาร์คต่อ 1 ผืน คูณ จำนวนผืน
 
 
 
 
 
 
วิธีการ คำนวณผ้าเพื่อตัดงานจำนวนน้อย ( ขั้นต่ำ 10 ตัว )
ผ้าธรรมดา ให้หาขนาดพื้นที่ของ PATTERN ทุกชิ้น แล้วบวกรวมกันเพื่อได้
ขนาดพื้นที่ใช้จริง  ผลลัพธ์ที่ได้ หาร หน้ากว้างของผ้า คูณจำนวนงานทั้งหมด
(บวกเผื่อสูญเสีย 15% - 20% ) เช่น  ใช้กรณีเสื้อตัวเดิม พื้นที่ของ PATTERN รวมทุกชิ้น
(ชิ้นหน้า+ชิ้นหลัง+แขนซ้ายขวา) ได้ 1792 ตารางนิ้ว หาร หน้าผ้ากว้าง 45 นิ้ว = 39.8 นิ้ว
(ความยาวของผ้าที่ใช้ตัด 1 ตัว) คูณ จำนวนงานทั้งหมด 20 ตัว = 796 นิ้ว หรือประมาณ 20 เมตร บวกเผื่อ 15% = 23 เมตร ( จำนวนซื้อผ้า )
ผ้ายืด ชั่งน้ำหนักผ้าจากตัวอย่างที่ทดลองเย็บจากผ้าจริง บวกเพิ่ม 20% ถึง 25%  คูณจำนวนงาน  เช่น เสื้อยืด 1 ตัวเมื่อเย็บแล้ว ชั่งน้ำหนักได้ 200กรัม บวก 25% = 250 กรัม ถ้าต้องการงาน 50ตัว ใช้ผ้าทั้งหมด 250 คูณ 50 =  12500 กรัม
หรือ 12.5 กิโลกรัม เป็นต้น
 
หมายเหตุ  วิธีการที่เสนอไว้ มีตัวแปรอีกพอสมควรเช่น เนื้อผ้าที่ใช้ , หน้ากว้างของผ้า ,ลายน้ำขึ้นน้ำลงของผ้า ฯ ที่จะทำให้ความต้องการใช้จำนวนผ้าแต่ละกรณีแตกต่างออกไป  หากต้องการความขัดเจนสอบถามเพิ่มเติมที่ RiyaRah

การออกแบบเสื้อผ้าสำเร็จรูป สำคัญ.. ต้องขายได้

การออกแบบเสื้อผ้าสำเร็จรูป  สำคัญ.. ต้องขายได้

            ในการทำธุรกิจเสื้อผ้า  การออกแบบเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นจุดแข็งของธุรกิจ ใช้เพื่อแข่งขันชิงลูกค้า ดึงความสนใจ คัดกรองกลุ่มลูกค้าที่นิยม และตีกรอบล้อมรั้วลูกค้าให้เป็นลูกค้าประจำ  นักออกแบบที่ดีไม่ใช่เพียงวาดภาพ  ควรมีความรู้อย่างเหมาะสม
            การออกแบบเสื้อผ้า  มีข้อห้ามว่า  อย่าใช้รสนิยมของเราออกแบบ (ต้องใช้อะไร.....)  อย่าออกแบบตามแรงบันดาลใจแต่ไม่คิดถึงว่าใครเป็นคนใส่ (อ้างอิงตามหลักการ CLOTHING  INSPIRATION)  และควรใช้ FASHION TREND ให้เป็น  งานที่ได้จะดูดี ทันสมัยไม่โหลซ้ำคนอื่น ( รู้จัก FASHION TREND หรือเปล่าว่ามีอะไรบาง... นำมาใช้อย่างไร.... )
หลักการออกแบบเสื้อผ้าสำเร็จรูป  บทย่อ 
            อธิบายความแตกต่างระหว่าง การออกแบบ Fashion Design กับ การออกแบบเสื้อผ้าสำเร็จรูป หรือ เสื้อผ้าเพื่อการค้า  



 
I Design (Industrial Design)
           หลายท่านอาจทราบว่าการออกแบบเสื้อผ้า คือ การสร้างสรรค์รูปแบบเสื้อผ้าแบบใหม่  ซึ่งความแปลกใหม่ของรูปแบบเกิดขึ้นจากแนวคิดใดๆก็ได้  ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ในโลกของความคิดสร้างสรรค์  แต่หากเป็นการออกแบบเสื้อผ้าเพื่อจำหน่ายไม่ว่าจะขายปลีก ขายส่งในระดับตลาดใดก็ตาม รวมถึงเพื่อสร้าง BRAND  ถ้าเมื่อจะทำเป็นธุรกิจ ทุกคนจะเริ่มพิจารณารูปแบบเสื้อผ้ามากขึ้นว่า “จะขายได้ไหม ใครจะซื้อ !!!” ดังนั้นการจำแนกแนวคิดการออกแบบเสื้อผ้าจึงแบ่งแยกเป็น 2 ประเภทหลัก

1. ประเภทที่เน้นแนวคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก (Fashion  Design)
   รูปแบบที่ได้ส่วนใหญ่ออกแบบขึ้นเพื่อโชว์แนวคิด  นำเสนอความเป็นตัวตนของผู้ออกแบบและสิ่งบันดาลใจหรือ Inspiration  ผลงานออกแบบจะมีความเป็นเอกลักษณ์สูง มุ่งเน้นให้โดดเด่น สร้างความแตกต่าง สำหรับนักออกแบบมือใหม่  การออกแบบอาจไม่ได้พิจารณาความสอดคล้องกับการนำไปใช้สวมใส่ในชีวิตประจำวัน  มักพบว่าเป็นไปได้ยากในแง่ของการจัดทำ  เพื่อจำหน่าย อันเป็นผลมาจากผู้ออกแบบพยายามเสนอแนวคิดจากแรงบันดาลใจเป็นหลัก แต่สิ่งสำคัญสำหรับการออกแบบเสื้อผ้า ในปัจจุบัน จำเป็นต้องพิจารณาตามหลักการร่วมด้วย เช่น ต้นทุน ความยากง่ายในการตัดเย็บ และโอกาสขาย เป็นต้น และพบว่าปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นมากกับนักออกแบบทั่วไปที่ยังขาดประสบการณ์  ซึ่งจะเห็นได้จากผลงานออกแบบของ Designer รุ่นใหม่ในเวทีต่างๆ
            การออกแบบอย่างนี้เหมาะสมกับการทำเสื้อผ้าโชว์  เพื่อแสดงความสามารถในการสร้างสรรค์ของนักออกแบบ  แต่หากจะทำ Brand หรือเป็นธุรกิจ  ควรต้องมีความเข้าใจในประเด็นอื่นๆร่วมด้วยเพื่อให้สามารถออกแบบผลงานที่นำไปจัดทำเป็นเสื้อผ้าเพื่อจำหน่ายได้จริง   ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่แนะนำให้นักออกแบบรุ่นใหม่ที่ยังขาดประสบการณ์ควรใส่ใจ  เพื่อการเป็น Designer อย่างมืออาชีพที่มีโอกาสประสบความสำเร็จ
2. ประเภทที่เน้นแนวคิด Branding  หรือ เชิงการตลาด
    (
Ready Made Clothing Design หรือ Industrial Design)
         เป็นหลักการออกแบบเสื้อผ้าเพื่อตอบสนองความต้องการของ Target Group   โดยยังคงมีความเป็นอัตลักษณ์ และมี Style เพื่อจับกลุ่มลูกค้า  มีความชัดเจนใน Concept และ Character  รวมถึงมีการนำเอา Trend มาใช้ในการออกแบบ ให้ Design มีความน่าสนใจ ทันสมัย เปลี่ยนแปลงไปตาม Season  เพื่อดึงดูดลูกค้าให้กลับมาซื้อซ้ำและมีการใช้หลักเกณฑ์ วิเคราะห์เชิงพาณิชย์ เป็น “กระบวนการคิดตามหลักการจัดทำสินค้า” โดยแบ่งประเด็นเป็น 3หมวดใหญ่
         1. ความเป็นไปได้ด้านการขาย
             (เพราะถ้าขายไม่ได้จะเป็นสินค้าตกค้าง )
         2. ความเป็นไปได้ด้านการตัดเย็บและการผลิต
             (เพราะถ้าผลิตหรือจัดทำไม่ได้ การออกแบบก็เปล่าประโยชน์)
         3. ความเป็นไปได้ด้านต้นทุน
             (เพราะถ้ามีต้นทุนสูงเกินไป จะขายไม่ได้กำไร)
 
ซึ่งแต่ละหมวดมีรายละเอียดของหลักคิดที่ชี้วัดได้ไม่ยาก  ดังนั้นผลงานที่ได้จึงสอดคล้องกับการนำไปสร้าง Brand หรือ เพื่อจำหน่ายก็สามารถนำ Designไปจัดทำเป็นสินค้าได้ทันที  รูปแบบที่ได้ยังคงมีความสร้างสรรค์ มี Character ให้ลูกค้าจดจำได้ดีและมีความทันสมัย
หลักเกณฑ์และกระบวนการคิดนี้เป็นของนักออกแบบมืออาชีพที่ผ่านการปฏิบัติ  จนได้หลักแนวคิดที่มีแบบแผน และทำให้การออกแบบเสื้อผ้าได้ผลงานตรงตามเป้าหมายของ BRANDING  และนี่คืออีกหนึ่งแง่มุมของการทำเสื้อผ้า  ที่ท่านอาจยังไม่ได้รับรู้  การออกแบบที่ดีไม่เพียงดูน่าสนใจ แต่ต้องขายได้ สร้างแบรนด์ธุรกิจได้  มีหลักวิธีคิดชัดเจน ไม่ต้องลองผิดลองถูก